วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วิธีเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต




 ก่อน ที่จะไปบริจาคโลหิตที่สภากาชาดไทย เราควรจะต้องทราบก่อนว่า จะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ขั้นตอนและวิธีปฎิบัติขณะบริจาคโลหิตต้องทำอย่างไร
คุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต1. มีน้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป
2. อายุระหว่าง 17 ปี ถึง 60 ปีบริบูรณ์ ( ถ้าเป็นผู้บริจาคครั้งแรกต้องอายุไม่เกิน 55 ปี)
3. มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่อยู่ระหว่างไม่สบายหรือรับประทานยาใดๆ
4. ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือติดยาเสพติด
5. สตรีไม่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือ ให้นมบุตร และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา
 การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต - นอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อเนื่อง ในเวลาปกติคืนก่อนวันบริจาค
- รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กเพิ่ม
- รับประทานอาหารมื้อหลักก่อนมาบริจาคโลหิต หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากจะทำให้สีของพลาสมาผิดปกติเป็นสีขาวขุ่น ไม่สามารถนำไปใช้ได้
- ดื่มน้ำ 3-4 แก้ว และเครื่องดื่มเหลวเพิ่ม เช่น น้ำผลไม้ นม น้ำหวาน เพื่อเพิ่มปริมาณโลหิตในร่างกาย จะช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อน เช่น มึนงง อ่อนเพลีย หรือวิงเวียนศีรษะภายหลังบริจาคโลหิต หลีกเลี่ยงชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
- งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนบริจาค
- งดสูบบุหรี่ ก่อนและหลังบริจาคโลหิต 1 ชั่วโมง เพื่อให้ปอดฟอกโลหิตได้ดี
 ขณะบริจาคโลหิต - สวมใส่เสื้อผ้าที่แขนเสื้อไม่คับเกินไป สามารถดึงขึ้นเหนือข้อศอกได้อย่างน้อย 3 นิ้ว
- เลือกแขนข้างที่เส้นโลหิตดำใหญ่ชัดเจน ที่สามารถให้โลหิตไหลลงถุงได้ดี ผิวหนังบริเวณที่จะให้เจาะ ไม่มีผื่นคัน หรือรอยเขียวช้ำ ถ้าแพ้ยาทาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทราบล่วงหน้า
- ทำตัวตามสบาย อย่ากลัว หรือวิตกกังวล
- ไม่ควรเคี้ยวหมากฝรั่ง หรืออมลูกอมขณะบริจาคโลหิต
- ขณะบริจาคควรบีบลูกยางอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้โลหิตไหลได้สะดวก หากมีอาการผิดปกติ เช่น ใจสั่น วิงเวียน มีอาการคล้ายจะเป็นลม อาการชา อาการเจ็บที่ผิดปกติ ต้องรีบแจ้งให้พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ในบริเวณนั้นทราบทันที
- หลังบริจาคโลหิตเสร็จเรียบร้อย ห้ามลุกทันที ให้นอนพักสักครู่จนกระทั่งรู้สึกสบายดี จึงลุกไปดื่มน้ำ และรับประทานอาหารว่างที่จัดไว้รับรอง
 หลังบริจาคโลหิต - ดื่มน้ำมากกว่าปกติ เป็นเวลา 1-2 วัน
- หลีกเลี่ยงการทำซาวน่า หรือออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อมากๆ งดใช้กำลังแขนข้างที่เจาะ รวมถึงการหิ้วของหนักๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายหลังการบริจาคโลหิต
- ถ้ามีอาการเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม หรือรู้สึกผิดปกติ ให้รีบนั่งก้มศีรษะต่ำระหว่างเข่า หรือนอนราบยกเท้าสูงจนกระทั่งมีอาการปกติจึงลุกขึ้น และเดินทางกลับ ป้องกันอุบัติเหตุจากการล้ม
- ถ้ามีโลหิตซึมออกมาจากรอยผ้าปิดแผล อย่าตกใจ ให้ใช้นิ้วมืออีกด้านหนึ่งกดลงบนผ้าก๊อส กดให้แน่นและยกแขนสูงไว้ประมาณ 3-5 นาที หากยังไม่หยุดซึมให้กลับมายังสถานที่บริจาคโลหิตเพื่อพบแพทย์หรือพยาบาล
- ผู้บริจาคโลหิตที่ทำงานปีนป่ายที่สูง หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ควรหยุดพัก 1 วัน
- รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละอย่างน้อย 1 เม็ด จนหมด เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก

 ขั้นตอนบริจาคโลหิต
ขั้นตอนที่ 1 กรอกแบบฟอร์มผู้บริจาคโลหิต *ควร ให้ข้อมูลตรงตามความเป็นจริงของผู้บริจาค จะทำให้ได้โลหิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทั้งต่อตัวผู้บริจาคเอง และตัวผู้ป่วย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการรับบริจาคโลหิต
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจร่างกาย วัดความดันโลหิต และความเข้มโลหิต *บุคลากร ทางการแพทย์ จะสอบถามประวัติผู้บริจาคเพิ่มเติม เพื่อวินิจฉัยเบื้องต้นว่าท่าน มีสุขภาพพร้อมที่จะบริจาคโลหิตหรือไม่ โปรดอย่าปิดบังข้อมูลเรื่องสุขภาพ หรือเขินอายที่ จะตอบคำถาม
ขั้นตอนที่ 3 ลงทะเบียนรับหมายเลขถุงบรรจุโลหิต ที่เคาน์เตอร์ทะเบียน

ขั้นตอนที่ 4 บริจาคโลหิต
ขั้นตอนที่ 5 พักรับประทานอาหารว่าง/เครื่องดื่ม *หลัง บริจาคโลหิตจำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มที่เจ้าหน้าที่จัดไว้บริการให้ และนั่งพักสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสภาพน้ำในร่างกาย เมื่อปกติดีแล้วจึงเดินทางกลับ






ที่มา...สภากาชาดไทย

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

โรคคอตีบ สำหรับประชาชน



ความรู้เรื่องโรคคอตีบสำหรับประชาชน
โรคคอตีบ  เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบ มีแผ่นเยื่อเกิดขึ้นในลำคอ ในรายที่รุนแรงจะมีการตีบตันของทางเดินหายใจ จึงได้ชื่อว่าโรคคอตีบ สาเหตุ ของโรคคอตีบเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย พิษที่ถูกขับออกมาจะไปที่กล้ามเนื้อหัวใจและปลายประสาท   ทำให้เกิดการอักเสบที่รุนแรง และอาจทำให้เสียชีวิตได้ หากรับการรักษาไม่ทัน ติดต่อ ได้จากน้ำลาย ละอองเสมหะ การไอ จามรดกัน การดื่มน้ำจากแก้วเดียวกัน
คำแนะนำสำหรับประชาชนให้ยึดหลักการสำคัญ 3 ประการคือ
พึงระวัง : ก่อนอื่นประชาชนต้องตระหนักรู้อันตรายของโรคคอตีบ และงดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการ   ติดเชื้อ ได้แก่ การดื่มน้ำในที่จัดให้ฟรีตามสถานที่สาธารณะที่ใช้แก้วใบเดียว การไม่พาบุตรหลานไปเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคตามเกณฑ์ที่กำหนด การเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดโดยไม่ป้องกันตนเอง   การรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นโดยไม่ใช้ช้อนกลาง ถือเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่ต้องพึงระวัง
เลี่ยงคลุกคลี : ควรหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้มีอาการไข้ ไอ และมีฝ้าขาวในลำคอ หรือผู้ป่วย       โรคคอตีบ ผู้ที่กำลังรับการรักษา ต้องแยกตัวอย่างน้อย 3 สัปดาห์ โดยเลี่ยงการไปในที่ชุมชนเพื่อไม่ให้เชื้อโรคที่มีอยู่ในลำคอแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้  
รีบพบแพทย์ : ในผู้ที่มีอาการ ของโรคคอตีบได้แก่ ไข้ เจ็บคอ ให้สงสัยว่าอาจติดเชื้อโรคคอตีบ ให้เข้ารับการตรวจคัดกรองแยกโรคที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน และหากแพทย์วินิจฉัยว่า มีอาการเข้าได้กับโรคคอตีบต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในการรักษาโรคอย่างเคร่งครัด ต้องรับประทานยาให้ตรงเวลา ต่อเนื่องจนครบกำหนด ควรมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้งเพื่อตรวจดูอาการของโรคอย่างใกล้ชิด

 หากมีคนในบ้านป่วยเป็นโรคคอตีบควรทำอย่างไร
1.       หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือใช้ภาชนะร่วมกัน
2.       ผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยต้องได้รับยาปฏิชีวนะ ถึงแม้จะไม่มีอาการป่วย เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อคอตีบ
3.       เฝ้าระวังอาการไข้ ไอ เจ็บคอ และมีแผ่นฝ้าในลำคอ นานประมาณ 1 สัปดาห์ หากมีอาการดังกล่าวให้รีบไปพบแพทย์
4.       ผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยต้องรับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบโดยเร็ว  หากผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 7 ปี ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบมาก่อนควรได้วัคซีนอย่างน้อย 3 ครั้ง หากเคยได้วัคซีนมา 3 ครั้ง เข็มสุดท้ายนานมากกว่า 1 ปี หรือเคยได้วัคซีนมา 4 ครั้งเข็มสุดท้ายนานมากกว่า 5 ปี ควรได้รับวัคซีนกระตุ้น 1 เข็ม ในกรณีที่อายุ > 7 ปีและผู้ใหญ่ ให้วัคซีน dT จำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน

สิ่งสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อคอตีบคือ ในเด็กจะต้องได้รับวัคซีนให้ครบตามกำหนด ในประชาชนทั่วไปควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการ ไข้ ไอ เจ็บคอ กลืนลำบาก  ระวังการดื่มน้ำในที่สาธารณะจากแก้วน้ำที่ใช้ร่วมกัน ผู้ป่วยและผู้มีอาการไข้ เจ็บคอต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ และต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
พึงระวัง เลี่ยงคลุกคลี รีบพบแพทย์


วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555

โรคคอตีบ สำหรับเจ้าหน้าที่



ความรู้เรื่องโรคคอตีบสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

โรคคอตีบคืออะไร
          โรคคอตีบเป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Corynebacterium diphtheriae ที่สามารถสร้างพิษ (exotoxin) ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบมีเนื้อตายเป็นแผ่นฝ้าเกิดขึ้นในลำคอ และมีการตีบตันของทางเดินหายใจ  จึงได้ชื่อว่าโรคคอตีบ นอกจากนี้  exotoxin ของเชื้อยังสามารถทำอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจและเส้นประสาทส่วนปลายอีกด้วย  โรคคอตีบเป็นโรคที่มีอันตรายสูง  โดยประมาณแล้วผู้ป่วย 10 ราย จะมีผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย ซึ่งผู้ป่วยอาจเสียชีวิตจากทางเดินหายใจอุดตันหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว
โรคคอตีบติดต่ออย่างไร
          โรคคอคีบติดต่อทางเดินหายใจ ( Droplet spread) จากการไอ จามรดกัน หรือพูดคุยกันในระยะใกล้ชิด เชื้อจะเข้าสู่สัมผัสทางปากหรือทางการหายใจ ไอ จาม บางครั้งติดต่อโดยการใช้ภาชนะร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อนหรือการดูดอมของเล่นร่วมกันในเด็กเล็ก
ใครสามารถแพร่โรคคอตีบได้บ้าง
          ผู้ป่วยโรคคอตีบหรือผู้ติดเชื้อคอตีบโดยไม่มีอาการ สามารถแพร่เชื้อที่อยู่ในจมูกหรือลำคอไปสู่ผู้อื่นได้
ระยะฟักตัวของโรคคอตีบ
          ประมาณ 2-5 วัน หลังจากได้รับเชื้อ
โรคคอตีบมีอาการอย่างไร
          เริ่มด้วยมีไข้ต่ำๆ มีอาการคล้ายหวัดในระยะแรก  มีอาการไอเสียงก้อง  เจ็บคอ เบื่ออาหาร ต่อมาจะเริ่มมีแผ่นฝ้าสีขาวอมเทาในลำคอ  ในรายที่รุนแรงจะมีการตีบตันของทางเดินหายใจ  หายใจไม่ออก มีอันตรายถึงตายได้  หากเกิดภาวะแทรกซ้อน  ผู้ป่วยอาจมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ  นำไปสู่อาการหัวใจวาย  หรืออาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงของกล้ามเนื้อตา  แขนขา  หรือกระบังลมได้
โรคคอตีบรักษาอย่างไร
1.  รักษาโดยยาปฏิชีวนะ Penicillin หรือ Erythromycin แบบฉีด หรือรับประทานนาน 14 วัน
2.  นอกจากยาปฏิชีวนะแล้ว ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้ยาทำลายพิษของเชื้อคอตีบหรือ
Diphtheria Antitoxin : DAT  แบบครั้งเดียว
3.  แยกผู้ป่วย ( lsolation) เพื่อลดการแพร่กระจายโรค
4.  หากผู้ป่วยมีอาการอุดกั้นทางเดินหายใจอาจต้องเจาะคอเพื่อช่วยหายใจ
5. หลังจากเป็นปกติ ผู้ป่วยต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบให้ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด 3 ครั้ง เนื่องจากการป่วยด้วยโรคคอตีบไม่สามารถป้องกันโรคคอตีบในอนาคตได้
หากมีคนในบ้านป่วยเป็นโรคคอตีบควรทำอย่างไร
1.       หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือใช้ภาชนะร่วมกัน
2.       ผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยต้องได้รับยาปฏิชีวนะ ถึงแม้จะไม่มีอาการป่วย เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อคอตีบ
3.       เฝ้าระวังอาการไข้ ไอ เจ็บคอ และมีแผ่นฝ้าในลำคอ นานประมาณ 1 สัปดาห์ หากมีอาการดังกล่าวให้รีบไปพบแพทย์
4.       ผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยต้องรับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบโดยเร็ว  หากผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 7 ปี ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบมาก่อนควรได้วัคซีนอย่างน้อย 3 ครั้ง หากเคยได้วัคซีนมา 3 ครั้ง เข็มสุดท้ายนานมากกว่า 1 ปี หรือเคยได้วัคซีนมา 4 ครั้งเข็มสุดท้ายนานมากกว่า 5 ปี ควรได้รับวัคซีนกระตุ้น 1 เข็ม ในกรณีที่อายุ > 7 ปีและผู้ใหญ่ ให้วัคซีน dT จำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน



วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555



มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในสตรี ปัจจัยที่จะทำให้การรักษาได้ผลดีนั้นขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็น ถ้าเรายิ่งค้นพบให้ได้ตั้งแต่ระยะต้นๆ ก็จะรักษาได้ การที่เราจะพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกนั้นต้องอาศัย 3 สิ่งต่อไปนี้
  1. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เมื่ออายุได้ 20 ปีขึ้นไป
  2. การตรวจเต้านมโดยแพทย์ทุก 3 ปี เมื่ออายุ 20 ปี เป็นต้นไป และเมื่ออายุถึง 40 ปี ควรที่จะได้รับการตรวจทุกปี
  3. การ ทำแมมโมแกรม ควรทำไว้เป็นเบื้องต้น 1 ครั้ง ในช่วงอายุ 35-40 ปี และทำทุก 1-2 ปี เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปในบุคคลทั่วไป ส่วนสำหรับคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม ควรทำการตรวจตั้งแต่อายุที่คนในครอบครัวเริ่มเป็น ในบางกรณีแพทย์อาจทำการตรวจด้วยอัลตร้าซาวน์ร่วมด้วย
การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง
เป็นการตรวจที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ถ้าเราทำเป็นประจำจะเป็นการลงทุนทางสุขภาพที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด โดย
  1. ตรวจเป็นประจำทุกเดือน
  2. ตรวจหลังประจำเดือนมา 7-10 วัน นับจากวันแรกของการมีประจำเดือน
  3. ตรวจวันเดียวกันของทุกเดือนถ้าคุณไม่มีประจำเดือนแล้ว



วิธีการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง1. ยืนหน้ากระจกแล้วดูที่เต้านมทั้ง2 ข้าง แล้วสังเกตว่า
ขนาด รูปร่าง สีผิว ตำแหน่งของเต้านมหัวนมเป็นอย่างไร และควรเทียบการเปลี่ยนแปลงกับเดือนก่อน

2. หลังจากนั้นให้ยกแขนขึ้นเหนือศรีษะทั้ง 2 ข้าง แล้วดูที่เต้านมอีกครั้ง ค่อยๆหมุนตัวช้าๆ เพื่อที่จะดูบริเวณด้านข้างของเต้านม
3. มือเท้าเอวและโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ดูความเปลี่ยนแปลงซ้ำอีกครั้ง
4. ใช้นิ้วมือบีบที่หัวนมเบาๆ ดูว่ามีเลือด หนอง หรือน้ำไหลออกจาหัวนมหรือไม่
5. เริ่มคลำเต้านม ให้คลำตั้งแต่กระดูกไหปลาร้าลงมา ใช้มือซ้ายคลำเต้านมข้างขวา ให้ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางทั้ง 3 นิ้ว ค่อยๆกดลงบนผิวหนังเบาๆและกดแรงขึ้น จนกระทั่งสัมผัสกระดูกซี่โครง คลำเต้านมให้ทั่วทิศทาง การคลำทำได้หลายแบบ สิ่งที่สำคัญคือต้องคลำให้ทั่วเต้านมไปจนถึงบริเวณรักแร้ใต้วงแขน หลังจากนั้นให้เปลี่ยนคลำอีกข้างแบบเดียวกัน

6. เมื่อเสร็งการคลำในท่ายืนแล้ว ให้เปลี่ยนเป็นคลำในท่านอน ใช้หมอนหนุนไหล่ข้างที่จะคลำ แล้วคลำซ้ำเหมือนท่ายืน


การตรวจพบที่ต้องระวัง
  • ก้อนเนื้อเต้านมหนากว่าปกติ Lump or thickening (breast, underarm)
  • ผิวหนังแดง หรือร้อน
  • รูขุมขนใหญ่ขึ้นเหมือนผิวส้ม
  • ผิวหนังบุ๋ม หรือมีการหดรั้ง
  • มีการนูนของผิว
  • ปวดกว่าปกติที่เคย
  • คัน มีผื่น โดยเฉพาะบริเวณหัวนม และฐานรอบหัวนม
  • หัวนมบุ๋ม
  • การชี้ของหัวนมเปลี่ยนทิศทาง
  • เลือดไหลออกจากหัวนม
  • มีแผลที่หายยากของเต้านม หัวนม

วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2555


ความเป็นมาของวันแม่ชาวอเมริกันเป็นผู้กำหนดให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการขึ้น และผู้ที่พยายามเรียกร้องให้มีวันแม่ในอเมริกา คือ แอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย แต่กว่าเธอจะประสบความสำเร็จก็ครบ 2 ปีพอดีในปี ค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือดอกคาร์เนชั่น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ประดับตกแต่งบ้าน หรือประตูด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาว
ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติในประเทศไทยงานวันแม่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ.สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไป เมื่อวิกฤติสงครามสงบลง หลายหน่วยงานได้พยายามให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง ต่อมาวันแม่ที่รัฐบาลรับรอง คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แต่ก็ต้องหยุดลงอีกในหลายปีต่อมา เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ส่งผลให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งรับหน้าที่จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน

ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันแม่ขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดวันแม่ขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอน โดยถือเอาวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดให้ดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ คือ ดอกมะลิ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
สัญลักษณ์ที่ใช้ในวันแม่คือ ดอกมะลิ เป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลาย


กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันแม่แห่งชาติ
  • ดอกมะลิ ดอกไม้สัญลักษณ์วันเเม่ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพรแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
  • การประดับไฟเฉลิมพระเกียรติ และประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน
  • จัดกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับวันแม่ เช่น การจัดนิทรรศการ การแสดง การประกวดต่างๆ เพื่อรำลึกถึงพระคุณของแม่
  • การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศล
  • นำพวงมาลัยดอกมะลิไปกราบแม่








                                                           อย่าลืมรักแม่ทุกวันนะค่ะ
โรงพยาบส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านคอนเลียบ

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

                 วันที่ ๘-๙ เดือน สิงหาคม ๒๕๕๕ ขอเชิญ อสม. เจ้าหน้าที่ทุกท่าน ประชาชนตำบลเตาไหทุกท่านให้ความร่วมมือในการสำรวจความชุกวัณโรคระดับประเทศ ในประเทศไทย ในเขตพื้นที่รับผิดชอบตำบลเตาไห อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี
                วันที่ ๙-๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๕ ขอเชิญเจ้าหน้าที่ ประชาชนตำบลเตาไห หมู่ ๔,๙,๖,๕,๑   ขอเชิญ x-ray ปอด 
                          หมู่ ๖,๕   วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๕   ณ     ศาลาประชาคม บ้านสินเจริญ ม.๖
                          หมู่ ๔,๙   วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๕   ณ     วัดศรีบุญเรือง บ้านหม้อ  ม.๔
                          หมู่ ๑       วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๕   ณ     วัดศรีบุญเรือง บ้านหม้อ  ม.๔

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านคอนเลียบ

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

 

วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่ง ที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดช่วงฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น

          "เข้าพรรษา" แปลว่า "พักฝน" หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่น ๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี เรียกว่า "ปุริมพรรษา"

          ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือนแปดหลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เรียกว่า "ปัจฉิมพรรษา" เว้นแต่มีกิจธุระคือเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืน เรียกว่า "สัตตาหะ" หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด

          สำหรับข้อยกเว้นให้ภิกษุจำพรรษาที่อื่นได้ โดยไม่ถือเป็นการขาดพรรษา เว้นแต่เกิน 7 วัน ได้แก่

          1.การไปรักษาพยาบาลภิกษุ หรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย
          2.การไประงับภิกษุสามเณรที่อยากจะสึกมิให้สึกได้
          3.การไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่น การไปหาอุปกรณ์มาซ่อมกุฏิที่ชำรุด
          4.หากทายกนิมนต์ไปทำบุญ ก็ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขาได้


          นอกจากนี้หากระหว่าง เดินทางตรงกับวันหยุดเข้าพรรษาพอดี พระภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกันปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆ องค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า "วิหาร" แปลว่า ที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้ง ถึงหน้าฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีก เพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย บางทีเศรษฐีมีจิตศัรทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พัก เรียกว่า "อาราม" ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นปัจจุบันนี้ 
          ทั้งนี้ โดยปกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฏฐบริขาร อันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษา นับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา...

          อย่าง ไรก็ตาม แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของพระภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำบุญรักษาศีล และชำระจิตใจให้ผ่องใส ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่น ๆ พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ถวายเครื่องสักการะบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น พร้อมฟังเทศน์ ฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บาง คนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่าง ๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น อนึ่ง บิดามารดามักจะจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลานของตน โดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จำพรรษาในระหว่างนี้จะได้รับอานิสงส์ อย่างสูง 

นอกจากนี้ ยังมีประเพณีสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย คือ "ประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษา" ประเพณีที่กระทำกันเมื่อใกล้ถึงฤดูเข้าพรรษา ซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณกาล การหล่อเทียนเข้าพรรษานี้ มีอยู่เป็นประจำทุกปี เพราะในระยะเข้าพรรษา พระภิกษุจะต้องมีการสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้า – เย็น และในการนี้จะต้องมีธูป - เทียนจุดบูชาด้วย พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันหล่อเทียนเข้าพรรษาสำหรับให้พระภิกษุจุดเป็นการกุศลทานอย่าง หนึ่ง เพราะเชื่อกันว่าในการให้ทานด้วยแสงสว่าง จะมีอานิสงฆ์เพิ่มพูนปัญญาหูตาสว่างไสว ตามชนบทนั้น การหล่อเทียนเข้าพรรษาทำกันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานมาก เมื่อหล่อเสร็จแล้ ก็จะมีการแห่แหน รอบพระอุโบสถ 3 รอบ แล้วนำไปบูชาพระตลอดระยะเวลา 3 เดือน บางแห่งก็มีการประกวดการตกแต่ง มีการแห่แหนรอบเมืองด้วยริ้วขบวนที่สวยงาม โดยถือว่าเป็นงานประจำปีเลยทีเดียว

          ทั้งนี้ ในปี 2555 นี้ "วันเข้าพรรษา" จะตรงกับวันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2555

 อย่าลืมไปทำบุญกันนะค่ะ
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านคอนเลียบ